วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นในประเทศจอร์แดน




ทะเลเดดซี หรือ ทะเลมรณะ (อังกฤษ: Dead Sea; อาหรับ: البَحْر المَيّت‎‎, อัลบะฮฺรุ อัลมัยยิต; ฮีบรูיָם הַ‏‏מֶ‏ּ‏לַ‏ח‎‎, ยัม ฮาเมลาห์ (ทะเลเกลือ)) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก อยู่ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดนและอิสราเอล ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุด
ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ ซึ่งมีความยาว 80 กิโลเมตร และมีความกว้างถึง 18 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่นั้น 1,020 ตารางกิโลเมตร แหลมอัลลิซาน (แปลว่า ลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า ล้อมรอบพื้นที่ 3/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนความลึกนั้นประมาณ 400 เมตร แอ่งตอนเหนือนั้นเล็ก และตื้น (ลึกประมาณ 3 เมตร) ในสมัยที่เขียนคัมภีร์ไบเบิล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร
คนชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีกันว่า "อัลบาห์รัลไมยิต” หมายความว่า ทะเลมรณะ เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ขณะที่ภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า "ยัมฮาเมละฮ์" ซึ่งหมายความว่า "ทะเลเกลือ" เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เค็มกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า[ต้องการอ้างอิง] มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย สำหรับทะเลสาบเดดซี เป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบในการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ยกเว้นแต่แบคทีเรียและเห็ดราบางชนิด

ประวัติ


การสะสมเกลือ (มองเช่นปล่องภูเขาไฟ) อยู่ใกล้พื้นผิวของทะเลเดดซี (มุมมองทางอากาศ, 2007)
ชื่อ ทะเลมรณะหรือทะเลตาย ในภาษาไทยปรากฏครั้งแรก ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษถ่ายมาจากภาษาเดิมว่า Dead Sea มีประวัติย้อนไปอย่างน้อยก็สมัยเฮลเลน (323 - 30 ปีก่อนคริสตกาล) เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในไบเบิล เพราะเป็นยุคสมัยของอับราฮัม (บรรพบุรุษของชาวฮีบรูและอาหรับ) และการทำลายเมืองโสโดมและกอมอร์ราห์ (สองเมืองนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า กล่าวว่าถูกทำลายจากไฟสวรรค์ เพราะความชั่วร้ายของผู้คนในดังกล่าวคงจะจมในบริเวณตอนใต้ของทะเลเดดซี) แม่น้ำที่แตกสาขาออกไป เป็นทางหนีของกษัตริย์ดาวิด (กษัตริย์แห่งอิสราเอล) และภายหลังก็เป็นทางหนีของพระเจ้าเฮรอดที่หนึ่งมหาราช กษัตริย์แห่งยูดาย
ทะเลเดดซีกินเนื้อที่ส่วนต่ำสุดของถ้ำในทะเลจอร์แดน-ทะเลเดดซี (ยาว 560 กิโลเมตร) ซึ่งขยายออกไปจากทางเหนือของสันปันน้ำแอฟริกาตะวันออก เป็นภูเขาที่จมลงในเขตรอบเลื่อนทวีปขนานสองรอย คือทางตะวันออก ตามขอบที่ราบสูงโมอาบ ซึ่งมองจากทะเลสาบนี้เห็นได้ง่ายกว่ารอยเลื่อนตะวันตก ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการยกตัว
ในยุคจูแรสซิกและครีเทเชียส (คือราว 208 - 66.4 ล้านปีที่ผ่านมา) ก่อนการเกิดถ้ำ ทะเลเมดิเตอร์เคไมโอซีน (23.7 - 5.3 ล้านปีที่ผ่านมา) ก้นทะเลยกตัวขึ้น ทำให้มีระดับสูงกว่าเดิมมาก
ทะเลเดดซีอยู่ในเขตทะเลทราย น้ำเค็ม ฝนตกก็น้อย และไม่สม่ำเสมอ ปีหนึ่งราว 65 มิลลิเมตร และเมืองเสโดม (ใกล้เมืองโสโดมในไบเบิล) ไม่มี
เหตุที่เรียกว่าเดดซีเพราะทะเลสาบนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย มีเพียงแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลนี้ระเหยขึ้นทำให้เกลือในทะเลสาบเดดซีตกค้างอยู่ในบริเวณเดิมน้ำในทะเลสาบเดดซีจึงมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลปกติถึง6เท่า ด้วยเหตุที่น้ำมีความเค็มมากขนาดนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จึงเรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลสาบเดดซี มีความหมายว่าทะเลสาบมรณะ








เพตรา (ภาษาอาหรับ البتراء) คือนครหรือหมู่บ้านหินที่แกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลเดดซีกับอ่าวอะกอบะฮในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี 
นครเพตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า "เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ" (one of the most precious cultural properties of man's cultural heritage) [1] ปัจจุบันสามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้า อูฐ ลา ล่อ เท่านั้น หรือถ้าสะดวกในการเดินก็ได้
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เพตราได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ของโลก จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ

การก่อตั้งและความเจริญรุ่งเรือง[แก้]

ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เพตราคือพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเพตราขึ้นมานั้นคือชาวนาบาเทียน (โรมัน) (Nabataeans) ในช่วงศตวรรษที่ 4 ซึ่งเดิมเป็นเพียงชนเผ่าที่เร่ร่อนในะเลทรายอาหรับเท่านั้น คนกลุ่มนี้สลักผาและหินทรายเป็นบ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะ แพะและลา แต่เปลี่ยนมาค้าขายและรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ จะมีค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยให้พวกนาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น
สาเหตุที่เพตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้งแล้ง มีแต่หินกับทรายนั้นก็น่าจะเพราะเพตราตั้งอยู่เส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย ได้แก่เส้นทางสายสายตะวันออก - สายตะวันตก คาบสมุทรอาหรับกับอ่าวเปอร์เซีย จนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสายสายเหนือ - ใต้ ที่เชื่อมทะเลแดง (อะกอบะฮ)กับ กรุงดามัสดัส (ตั้งอยู่ที่ซีเรีย) นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำจืดที่สำคัญซึ่งเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อให้ชาวยิวได้กินแก้กระหาย เหล่าพ่อค้าหรือนักเดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างเปล่าและแห้งแล้งใกล้เคียงนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมุ่งมาที่เมืองเพตราอย่างเดียว
เพตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนทำให้นักเดินทางชาวกรีกมักนำเรื่องความมั่งคั่งมาเล่าต่อกันให้ฟัง ตามที่มีบันทึกของนักภูมิศาสตร์ชาวกรีก ได้อธิบายไว้ว่า เมืองเพตราเป็นตลาดซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ยางไม้หอม กัมยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเพตราไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และชาวเปอร์เซีย

วิหารใหญ่ในเมืองเพตรา
เพตราเจริญถึงขีดสูงสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศักราชที่ 70 ในช่วงเวลานี้เปตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 (Aretas IV) ผู้ที่ชาวกรีกยกย่องให้ว่า ฟิโลเดมอส (Philodemos) ซึ่งแปลว่า ผู้รักประชาชน และด้วยความมั่งคั่ง ความเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล และชัยภูมิอันยากแก่การพิชิต จึงทำให้เมืองมีโอกาสเจริญเติบโตได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากภายนอก [4]
ชาวเพตรานับถือเทพเจ้าสององค์คือ เทพดูซาเรส (Dushares) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพอัลอัซซา (Al Uzza) ชายาของเทพดูซาเรส เทวีแห่งน้ำ

การล่มสลาย[แก้]

ด้วยเหตุที่เกิดเมืองใหม่และเส้นทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกกว่าในช่วงเวลาต่อมา เพตราที่เคยเจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอและถูกต่างชาติโจมตีเข้าได้ง่าย จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 649 (ค.ศ. 106) พวกโรมัน ได้เข้ายึดครองเพตราและรวบรวมนครเพตราแห่งนี้เข้าเป็นจังหวัดในจักพรรดิโรมัน แต่เพตราก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงราวปี ค.ศ. 300 เมื่อโรมันเริ่มคลอนแคลน ซึ่งต่อมาในปี (ค.ศ. 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายอาคารและระบบชลประทานที่ถือว่าดีมากของเมืองลง
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 เพตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของบิชอป แล้วมุสลิมก็ได้ยึดครองในคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้วก็เสื่อมถอยมาเรื่อยๆ จนลบเลือนหายไปจากผู้คน เปรียบเสมือนเป็นหมู่บ้านร้าง แต่ ณ ปัจจุบันจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยงที่มีชื่อเสียงอย่างมากในประเทศจอร์แดน ส่วนลวดลายตามหินหรือซอกหินต่างๆ ที่ยังคงคู่ให้เห็นในปัจจุบัน ชาวอาหรับได้เล่ากล่าวกันว่า เกิดจากน้ำที่กัดเซาะและอากาศที่มีปฎิกิริยาน้ำกับหิน จึงทำให้เกิดลวดลายที่สวยและงดงามมากดังที่เห็นตามภาพ 













วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Blogger For Teens

        วันนี้ ไม่ว่าเพศใดหรือวัยใดก็สามารถสร้างบล็อกได้ การเขียนบล็อกสำหรับนักเขียนที่เป็นวัยรุ่นส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับกระแสความเคลื่อนไหวแวดวงในวัยเดียวกัน เพระว่าวัยรุ่นวันนี้ก็คือกลุ่มคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งจะเจริญเติบโตเพื่อการพัฒนาต่อไป วัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับเว็บได้อย่างกลมกลืนในการแสดงความคิดและไอเดียที่สุดขั้วของพวกเขา นักเขียนรุ่นเก่ามักใช้ประสบการณ์ในการเรียนรู้ในการเริ่มต้นเขียนบล็อก ตรงกันข้ามกับวัยรุ่นซึ่งพบว่าการใช้โปรแกรมประมวลผลและซอฟต์แวร์ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถสื่อสารได้ตรงโหมดมากกว่าการเขียนบันทึกโดยทั่วไป


หนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมบล็อกได้กลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นและมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดก็คือวัยรุ่นสามารถชวนเพื่อนๆอ่านบล็อกและด้วยการสื่อสารภาษาวัยรุ่นวัยเดียวกันจึงทำให้เข้าใจและสนใจในสิ่งเดียวกัน ในการเขียนบล็อกวัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะใช้นามแฝงหรือใช้ชื่อเล่นในการเขียนบล็อก ด้วยเหตุผลก็คือหลีกเลี่ยงการติดตามจากผู้ปกครอง หรือบางคนรู้สึกอายหากคนรู้จัก รู้เข้าว่านั่นเป็นบล็อกของพวกเขา


          ในวงการนักเขียนจริงๆ วัยรุ่นไม่ได้รับโอกาสในการจัดพิมพ์งานเขียน ไม่ว่านิตยสารหรือวารสารต่างๆก็มีเงื่อนไขสำหรับวัยรุ่น อาจมองว่าขาดประสบการณ์บ้างละ อ่านแล้วไม่น่าเชื่อถือบ้างละ เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าและน่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งเป็นการปิดโอกาสนักเขียนวัยรุ่นหรือทอนกำลังใจที่ต้องการพิมพ์หรือต้องการเผยแพร่ผลงานของพวกเขา การเขียนบล็อก กลุ่มวัยรุ่นสามารถสร้างเครือข่ายผู้อ่านของพวกเขาเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่บรรณาธิการหรือสำนักพิมพ์ใดๆซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่สนใจนักเขียนวัยรุ่น


          ความจริงอีกสิ่งก็คือการเขียนบล็อกเปิดโอ
Blogger กลายเป็นอาชีพในฝันของคนทั่วโลกไปแล้ว เพราะมันคือเส้นทางแห่ง Internet Life Style ตัวจริง าสให้วัยรุ่นได้แสดงความสามารถ ความถนัด ใช้เทคนิคต่างๆที่เขาประทับใจและทักษะนำมาใช้ในการเขียนบล็อกได้อย่างเสรี ปราศจากเงื่อนไขต่างๆ และพวกเขาสามารถสร้างเครือข่ายผู้อ่านโดยไม่ต้องคำนึงถึงธรรมเนียมเกี่ยวกับการเขียนที่นักเขียนมืออาชีพต้องพึงคำนึง การเขียนบล็อกเป็นเสมือนสิ่งที่วิเศษสำหรับวัยรุ่น สำหรับวัยรุ่นบางคน การเขียนบล็อกเป็นช่องทางที่ได้พบปะกับกลุ่มคนทั่วโลกที่มีความสนใจเดียวกัน หรือบางคนอาจต้องการแสดงความสามารถให้คนอื่นรับรู้และเป็นที่ยอมรับจากเพื่อนใหม่